คนกับต้นไม้
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๕๕๓ (๐๙.๐๐ -
๑๑.๐๐ น.)
งานบุญวันอาทิตย์ ณ สภาธรรมกายสากล
ปรับกาย
เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต่อจากนี้ไปให้ตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ
ให้นั่งขัดสมาธิ
โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย
วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ
หลับตาของเราเบาๆ
หลับตาสักค่อนลูก ไม่ถึงกับปิดสนิท พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ
อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะจ๊ะ หลับตาพอพริ้มๆ สบายๆ
แล้วก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อของร่างกายของเรา
ให้ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัว ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ
ให้ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ให้ผ่อนคลาย
ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะจ๊ะ ให้รู้สึกว่าเรานั่งได้ถูกส่วน จะได้ไม่ปวดเมื่อย
แต่ต้องผ่อนคลาย
ปรับใจ
แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน
ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง จะเป็นเรื่องคน
เรื่องสัตว์ สิ่งของ เรื่องธุรกิจการงาน บ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน
เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ต้องปลด ต้องปล่อย ต้องวาง ทิ้งทุกอย่าง
ปล่อยวางทุกสิ่ง
วางใจ
แล้วก็รวมใจมาหยุด
นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา โดยสมมติว่า
ร่างกายของเรามันกลวง เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง ปราศจากอวัยวะภายใน ไม่มีตับ ไต
ไส้ พุง เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ กลวงๆ แล้วเราก็เอาใจมาหยุด นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ
ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา
๒ นิ้วมือนะจ๊ะ
โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา
๒ เส้น แล้วนำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง
ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกาก บาท
จุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ
เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หยุด
หยุดใจของเรานะจ๊ะ
ฐานที่ ๗ ต้นทางพระนิพพาน
ศูนย์กลางกายฐานที่
๗ ตรงนี้สำคัญ เพราะว่า เป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของตัวเรา
เกี่ยวพันกับตัวเราทั้งสิ้นเลย แล้วก็เป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพาน
จะเป็นช่องทางภายใน กลวงเป็นแนวดิ่งเล็กนิดเดียวเท่ากับปลายเข็มตรงกลางตรงนี้
เป็นเส้นทางสายกลางภายใน เมื่อเราหยุดใจได้ตรงนี้ มันจะผ่านช่องทางภายในที่เล็กและแคบในเบื้องต้นไปสู่ที่โล่งกว้าง
ไม่มีขอบเขต
ศูนย์กลางกายฐานที่
๗ ตรงนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย
ทุกพระองค์ เมื่อท่านทิ้งทุกอย่างปล่อยวางทุกสิ่งแล้ว ใจท่านจะนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เมื่อท่านเห็นภัยในวัฏสงสารแล้ว
เห็นการเวียนว่ายตายเกิดว่า ชีวิตที่เกิดในภพสาม
ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง
เกิดเป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม ที่ยังไม่หมดกิเลสอาสวะ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
ภัยในวัฏสงสาร
ชีวิตในสังสารวัฏนี้ไม่ปลอดภัย
เพราะมีกฎแห่งกรรมบังคับอยู่ กับอวิชชาที่บดบังทำให้เราไม่รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต
กับถูกตรึงใจของเราให้หลุดจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ไปติดในรูป เสียง กลิ่น
รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เรื่องโลกภายนอก ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดความเต็มเปี่ยมของชีวิต แต่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของชีวิต
ถูกพญามารเอาไปโขกไปสับกัน พอใจเราไปติดในสิ่งที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วก็ไปสู่จุดสลาย
แถมมีกฎเกณฑ์ต่างๆ
บังคับเป็นชั้นๆ กฎสังคม กฎหมาย กฎเกณฑ์ กระทั่งกฎแห่งกรรม บังคับเป็นชั้นๆ บังคับการกระทำทางกาย
ทางวาจา ทางใจ ให้คิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี แล้วก็มีวิบากกรรมติดตัว มีภพภูมิรองรับ
ตามกำลังแห่งวิบากกรรมนั้น มีอบายภูมิรองรับ มีมหานรก มีอุสสทนรก ยมโลก
ภพภูมิของเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
เมื่อให้มาเกิดเป็นมนุษย์
ก็มีความทุกข์ทรมานของชีวิตอย่างที่เราเจอะเจอกัน บางคนทุกข์มาก บางคนทุกข์ปานกลาง
บางคนทุกข์น้อย แต่ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นชีวิตในสังสารวัฏจึงไม่ปลอดภัย
ความทุกข์ที่เราเห็นได้ชัดเจน
คือ ทุกข์ประจำตัวเรา ประจำขันธ์ คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความเกิดนั้นเราจำไม่ได้
แต่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ไม่ได้ดั่งใจไม่สมหวังดั่งใจ ล้วนนำมาสู่ความทุกข์ทรมานของชีวิตทั้งสิ้น
ทำให้เกิดการโศกเศร้าเสียใจคับแค้นใจร่ำพิไรรำพัน
ทิ้งทุกอย่าง
ปล่อยวางทุกสิ่ง ใจก็หยุดนิ่ง
ผู้มีบุญบารมีดังพระบรมโพธิสัตว์ต่างๆ
ที่ท่านสั่งสมบุญบารมีมามากพอ ก็เห็นโทษเห็นภัย จึงเบื่อหน่ายในความทุกข์ดังกล่าว
อยากจะแสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านก็ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง
ปลีกวิเวกเพื่อให้กายสงัด สงัดกายสงัดใจ ไม่คลุกคลีในสิ่งที่คุ้นเคย สงัดกายสงัดใจเพื่อให้ใจนั้น
สงัดจากกิเลส จากสิ่งที่เป็นมลทินของใจที่ทำให้ใจเศร้าหมอง และใจของท่านก็จะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้
นิ่ง นุ่ม เบา สบาย ไม่กังวลเรื่องใดๆ ทั้ง
สิ้นเลย
นิ่งอย่างเดียวตั้งแต่เบื้องต้น
จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือจากหยุดนิ่งอย่างเดียว นิ่ง นุ่ม
เบา สบาย ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้
ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่งในโลกภายนอก ใจก็จะกลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมตรงนี้
ในตำแหน่งแห่งการบรรลุธรรม
เข้าถึงดวงธรรมภายใน
นิ่งอย่างเดียว
พอถูกส่วน ใจก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ตกศูนย์เข้าไปข้างใน เหมือนเข้าสู่วงจรอวกาศ ซึ่งเป็นที่โล่งๆ
ว่างๆ โดยมีสัญญาณตั้งแต่ตัวเราโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวของเราขยายแล้วก็หายไป
เหมือนไม่มีตัวตน แล้วก็นิ่งตกศูนย์เข้าไปข้างใน
แล้วก็มีดวงธรรมลอยขึ้นมา
เป็นดวงกลมใสๆ เหมือนดวงแก้ว ใสบริสุทธิ์ เป็นความบริสุทธิ์แรกของใจเราที่หยุดนิ่งได้
ปรากฏเกิดขึ้น อย่างขนาดอย่างเล็กก็เท่ากับดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันหรือใหญ่กว่านี้ แล้วแต่ตามกำลังบารมีที่ไม่เท่ากัน
จะเป็นธรรมดวงแรกที่ใสบริสุทธิ์
ใสอย่างน้อยเหมือนน้ำใสๆ ที่กลมรอบตัว ใสเหมือนน้ำแข็งบ้าง
ใสเหมือนกระจกคันฉ่องที่เราส่องเงาหน้า บ้างใสเป็นแก้ว Crystal บ้าง หรือใสเป็นเพชรใสๆ หรือใสเกินความใสๆ ในโลก ขึ้นอยู่กับใจที่หยุดนิ่งแน่น
นุ่มนวลเพียงใด
ดวงนี้สำคัญมาก
พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้น พบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกดวงนี้ว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมดวงแรก
หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า ดวงปฐมมรรค
คือ หนทางเบื้องต้นหรือจุดเริ่มต้นที่จะเดินทางไปสู่อายตนนิพพาน
หรือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
มรรค
๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ จะต้องเริ่มต้นที่ใจหยุดนิ่งแล้วเข้าถึงดวงใสๆ
ธรรมดวงนี้มีอยู่แล้วในตัวของมนุษย์ทุกๆ คนในโลก ต่างแต่ว่าไม่เฉลียวใจว่ามี
เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟัง จะได้ยินได้ฟังเฉพาะผู้มีบุญมีบารมีแก่ๆ
ที่พญามารขวางกั้นไม่ได้แล้ว
ความสุขที่มาพร้อมดวงธรรม
ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานจะเป็นดวงใสบริสุทธิ์
มาพร้อมกับความสุขอันไม่มีประมาณ สุขกว่าสุขใดๆ ที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ เป็นความสุขที่เราพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่ทราบว่า
จะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไร เพราะความสุขที่พึงพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
มันเทียบไม่ได้เลย จะมีสตรี สตางค์ มีอำนาจวาสนา พวกพ้องบริวาร อะไรก็แล้วแต่
มันเทียบกันไม่ได้ แม้มีคนมาพะเน้าพะนอเรา ก็เทียบกับสุขนี้ไม่ได้
กระทั่งมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง
ก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความพึงพอใจอันสูงสุดในชีวิต หรือเกิดความเต็มเปี่ยมของชีวิตได้เลย
แต่สุขที่มากับดวงปฐมมรรคนี้มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน
จนสามารถอยู่เป็นสุขได้ตามลำพัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปยากที่จะเข้าใจว่า ทำไมอยู่ตามลำพังก็แสวงหาความสุขได้
สุขนี้ มากับดวงปฐมมรรคหรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มาพร้อมกับความบริสุทธิ์
ความบริสุทธิ์ที่เห็นได้สัมผัสได้เข้าถึงได้ ยอมรับได้ว่า ใจของเรามีความบริสุทธิ์แตกต่างจากที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาเราอยากได้ความบริสุทธิ์
เราได้แต่อธิษฐานขอให้กาย วาจา ใจของเราให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ แต่นั่นเป็นการขอถึง
ซึ่งเมื่อเทียบกับอารมณ์ที่เข้าถึงนี้ไม่ได้เลย เมื่อใจหยุดนิ่งในกลางดวงใสๆ เพราะอยู่เป็นสุขตรงนี้นี่เอง
ใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้แล้วอยู่เป็นสุขนี่เอง จึงอยากอยู่ตรงนี้ไปนานๆ แล้วใจก็จะหยุดนิ่งในนิ่ง
นิ่งในนิ่ง อย่างนุ่มๆ เบาๆ ผ่อนคลาย
เข้าถึงดวงศีล
พอถูกส่วน ดวงนี้ก็จะขยายเหมือนเปิดทาง
เปิดประตูใจให้เข้าไปสู่ภายใน จะมีธรรมอีกดวงหนึ่งปรากฏเกิดขึ้น เรียกว่า ดวงศีล
ศีล หรือ สิกขาบทที่เรารักษา
หรือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เหล่านั้นเป็นต้น ที่เว้นจากการทำในสิ่งที่จะทำให้ใจเราเสื่อมคุณภาพ
หรือไม่บริสุทธิ์นั้น เราเว้น พอนึกถึงแล้วปลื้ม พอถูกส่วน ใจก็จะหยุดนิ่ง
เข้าถึงดวงศีลดวงนี้แหละ เป็นศีลที่เห็นได้ เข้าถึงได้ แล้วก็สามารถรักษาได้
ที่เรียกว่า รักษาศีล จะต้องเห็นดวงศีลนี้ชัดใส แจ่ม กระจ่างกลางกาย
ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ในทุกอิริยาบถ จะเป็นดวงที่ใสกว่าดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เพราะความใสกว่า ทำให้ใจบริสุทธิ์กว่าเดิม สะอาดกว่าเดิม เกลี้ยงเกลากว่าเดิม และสุขกว่าเดิม
สุขเดิมว่าสุขที่ไม่เคยเจอแล้ว
ไม่อาจจะบรรยายได้แล้ว สุขจากการเข้าถึงดวงศีลนี้ มีมากกว่านั้น ตลอดเส้นทางสายกลางนี้
เป็นเส้นทางแห่งความสุข แห่งความบริสุทธิ์ แห่งความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งไปตามลำดับ
เข้าถึงดวงธรรมที่ละเอียดยิ่งขึ้น
กระทั่งในกลางดวงศีล
ก็จะเข้าถึง ดวงสมาธิ
ในกลางดวงสมาธิ ก็จะเข้าถึง
ดวงปัญญา
ในกลางดวงปัญญา ก็จะเข้าถึง
ดวงวิมุตติ เป็นดวงกลมๆ ทั้งสิ้น
ในกลางดวงวิมุตติ ก็เข้าถึง
ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ มันจะเป็นชั้นๆ
เข้าไป เป็นชั้นๆ ที่ซ้อนๆ กันอยู่ ความสุขความบริสุทธิ์ที่มากขึ้น
ซ้อนอยู่ภายในเป็นชั้นๆ
ใจของเราก็จะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ด้วยดวงธรรมเหล่านี้แหละ
ชุดหนึ่งมี ๖ ดวง ที่กลั่นใจให้ประณีต ให้ละเอียดอ่อน ให้นุ่มนวล ให้นิ่งแน่น
แล้วก็มีพลัง เป็นพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ทำให้มีชีวิตชีวา และนำไปสู่กายต่างๆ
ที่อยู่ภายใน ซึ่งเราไม่รู้จักมาก่อน เหมือนคนใกล้ที่อยู่ไกล คือ ชีวิตนี้อยู่ภายในตัวเราแท้ๆ
แต่เหมือนอยู่ไกล คล้ายๆ กับคนที่ไม่รู้จักกัน ก็จะซ้อนกันไปเป็นชั้นๆ อย่างนี้ เป็นชั้นๆ
ชั้น
กายธรรมที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง
ถ้าเราหยุดนิ่งได้ถูกส่วน
แต่ละกายก็จะเปิดทางให้เข้าถึงกายที่ประณีตขึ้นไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเข้าถึงกายที่เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเราได้คือ กายธรรม กายที่ประกอบไปด้วยธรรมล้วนๆ
ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ซึ่งเป็นกายเดิมแท้ของเรา เป็นกายจริง
กายจริง เป็นตัวตนของเรา
เขาเรียกว่า อัตตา กายไม่จริง
เขาเรียกว่า อนัตตา เพราะว่า มีการเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ แล้วเสื่อมสลาย ไม่ว่าจะเป็นกายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์
กายรูปพรหม หรือกายอรูปพรหม เมื่อเกิดขึ้นตั้งอยู่ก็ต้องไปเสื่อมสลาย ทุกกายทุกชีวิตในกายเหล่านี้ล้วนไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น
แต่กายที่เป็นตัวจริงๆ
ของเรา กายเดิมแท้ พ้นจากสภาวะดังนี้ พ้นจากสภาวะที่ไปสู่จุดสลาย เพราะว่ายิ่งผ่านกาลเวลา
ยิ่งสุกใสเพิ่มขึ้น และกายนี้มีแต่ความสุขอย่างเดียว สุขอย่างเป็นนิรันดร์ที่เรียกว่า นิจจัง เป็นอมตะ
กายธรรมนี้จึงเป็นที่พึ่งที่ระลึกของเราที่แท้จริง
นอกจากนี้ไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ
เป็นอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนไปสู่จุดสลาย เกิดขึ้น ตั้งอยู่
แล้วก็ดับไป แต่กายธรรมหรือพระธรรมกาย เป็นนิจจัง เป็นสุขขัง เป็นอัตตา คือ คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง
มีแต่สุขล้วนๆ
ในกายนี้ไม่มีทุกข์
เพราะทุกข์ดับไป ดับทุกข์ได้เมื่อเข้าถึงกายธรรม เหมือนคบเพลิงที่ลุกโพลง
ถูกจุ่มลงไปในน้ำ กายธรรมเหมือนน้ำใส เย็น สบาย ที่ดับเพลิงคือความเร่าร้อนกายและใจ
ความเร่าร้อนที่เกิดจากกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น หรือความไม่รู้จริงอันใดก็ตาม
ทำให้ใจเราเร่าร้อน
คนเราเวลาเร่าร้อน มันจะกระสับกระส่าย
ทุรนทุราย ก็วิ่งไปวิ่งมาแสวงหาทางดับทุกข์ ไปตามดวงปัญญาที่เราเข้าใจได้
หรือเห็นเขาทำกันมา ก็ทำกันไปอย่างนั้น แต่ความเร่าร้อนหรือทุกข์นี้จะถูกดับไปเมื่อเข้าถึงกายธรรมตรงนี้แหละ
จึงเรียกว่า เป็นที่พึ่ง พึ่งได้ในยามที่เรามีทุกข์ ไปถึงตรงนั้นจะมีสุขล้วนๆ
สิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่เราระลึกถึง
ถ้าระลึกถึงพระธรรมกาย ใจจะใสใจจะเป็นสุข ซึ่งแตกต่างจากการระลึก ถึงคน สัตว์
สิ่งของต่างๆ ที่เราผ่านมา เราลองมาเทียบดู นึกถึงสิ่งเหล่านั้นทีไรใจเร่าร้อนทุกที
มันเซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม มันโศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพัน อะไรต่างๆ
เหล่านั้น เพราะฉะนั้นนั่นไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องไปนึกถึง ไประลึก
นึกแล้วกลุ้ม แต่พระธรรมกายภายในตัวของเรา นึกเมื่อไรแล้วก็ปลื้ม มีสุข สดชื่น เบิกบานตลอดเลย
กายธรรมนี้จึงได้ชื่อว่า เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา
การเจริญเติบโตของคนกับต้นไม้
พระพุทธรูปภายนอกก็จำลองออกมาจากภายในนี่แหละ
แต่ผู้จำลองออกมานั้นไม่เคยเห็น ก็ว่ากันไปตามจินตนาการ จึงมีหลากหลายลีลา
หลากหลาย Version
อย่างที่เราเห็นอย่างนั้นแหละ แต่ว่าจริงๆ แล้ว เป้าหมายเพื่อจะบอกให้ชาวโลกรู้ว่า
ในตัวมีพระ ที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง
อยู่ในตัวของเรา เป็นแก่นของชีวิต เป็นแก่นแก้วกลางกาย เหมือนต้นไม้แก่นที่มีทั้งเปลือก
กระพี้ มีแก่น มีลำต้น
คนเราเจริญเติบโตคล้ายๆ
ต้นไม้ แต่มีบางส่วนที่ต่างกัน ต้นไม้นี่ จากเมล็ดเล็กๆ เวลาเจริญเติบโต
มันขยายภายในไปพร้อมๆ กัน เป็นลำต้น กิ่ง ก้าน สาขา ใบ ดอก แต่คนเราโตแต่ตัว โตแต่เพียงภายนอก
แต่ภายในคือใจของเรา ไม่ได้โตตาม มันไม่ได้ไปพร้อมกัน จะเจริญเติบโตตามต่อเมื่อใจหยุดนิ่ง
หยุดนิ่งแล้วก็เห็นมาตามลำดับ การเห็นเกิด
ความรู้แจ้งเกิด กระทั่งถึงกายธรรมนี่แหละ
เพราะเราไม่ให้เจริญเติบโตไปพร้อมๆ
กัน ชีวิตจึงทุกข์ทรมาน จนกระทั่งมีท่านผู้รู้มาบอกเรา คือ มีการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านค้นพบตรงนี้ จึงนำมาถ่ายทอด สอนแก่พระสาวก ทั้งมนุษย์และเทวดา
และก็สืบทอดตกมาถึงพวกเรา
เพราะฉะนั้น ลูกทุกคนเป็นผู้ที่โชคดี
โดยเฉพาะพระธรรมทายาทรุ่นนี้ รุ่นแสนที่จะหวนกลับมาฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการบวชเข้าพรรษานี้
ให้มีความสำคัญต่อชีวิตของชาวพุทธ ต่อพระศาสนา ต่อบิดามารดา
จะต้องหมั่นฝึกฝนอบรมตัวอบรมใจของเราให้เข้าถึงให้ได้
บริกรรมนิมิต บริกรรมภาวนา
เวลาที่เหลืออยู่นี้
ให้ลูกทุกๆ คน หยุดใจนิ่ง นุ่ม เบา สบายในกลางกาย กำหนดบริกรรมนิมิตที่จะทำให้ใจเราหยุดนิ่งได้
เป็นภาพภายใน ที่เกิดจากจินตนาการอันบริสุทธิ์ของเรา เป็นดวงแก้วใสๆ อย่างเบาๆ
สบายๆ
พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่ง
ด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ ว่า สัมมาอะระหังๆๆ เรื่อยไปเลย เช้านี้อากาศกำลังสดชื่น แจ่มใส เย็นสบาย
ลูกก็ตั้งใจฝึกฝน ให้ใจหยุดนิ่งกันต่อไป ขอให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว
ทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะจ๊ะ
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565