แม้อยู่ลำพังก็ไม่เหงา
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๕๓ (๑๓.๓๐ -
๑๕.๓๐ น.)
งานบุญวันอาทิตย์ ณ สภาธรรมกายสากล
ปรับกาย-ปรับใจ-วางใจ
ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะจ๊ะ หลับตาเบาๆ
หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายสบายๆ ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ให้ผ่อนคลาย
ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์
ผ่องใส
แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่
๗ อย่างเบาๆ สบายๆ ให้หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ
บริกรรมนิมิต
ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ
อย่างเบาๆ สบายๆ ใจเย็นๆ แล้วก็ผ่อนคลาย ให้ใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ แตะเบาๆ ไปที่กลาง
กลางกาย กลางดวง กลางองค์พระใสๆ ต้องเบาๆ นะจ๊ะ อย่าไปเน้นภาพ อย่าไปเค้นภาพ
ให้นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ ไปที่กลางดวง กลางองค์พระ
ไม่ว่าเราจะเห็นชัดได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม
ก็ทำความพึงพอใจในสิ่งที่เราได้เห็นอย่างนั้นไปก่อน แม้ไม่ได้ดังใจเราก็ตาม อย่าไปฮึดฮัด อย่าไปรำคาญใจ ให้นิ่งเฉยๆ แล้วเดี๋ยวภาพก็จะค่อยๆ ชัดขึ้นมาเอง คือ จะชัดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
อย่างง่ายๆ สบายๆ แต่ถ้าไปเน้น ไปเค้นภาพ
จะทำให้มันตึง มันเกร็งทั้งกายและใจ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย จะทำให้เราเบื่อหน่ายต่อการทำสมาธิ
ธรรมะมีอยู่แล้วในตัวของเรา
ฝึกให้ใจหยุดอย่างง่ายๆ เย็นๆ
ให้ใจใสๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ คือ ดวงธรรม กายภายใน หรือองค์พระธรรมกาย มีอยู่แล้วในตัวของเรา
ไม่ใช่เราไปปรุงแต่งให้มี มีอยู่แล้ว
แต่เราไม่รู้ว่ามี แต่สิ่งที่มีนี้เป็นของละเอียด บริสุทธิ์ เราก็จะต้องทำใจให้ละเอียด
ให้บริสุทธิ์เท่ากับสิ่งที่มีอยู่ คือ ให้ละเอียดเท่ากับดวงธรรม ให้ละเอียดเท่ากับกายภายใน
ละเอียดเท่ากับองค์พระจึงจะเข้าถึงได้ ด้วยวิธีการทำใจหยุดนิ่ง นุ่ม เบา สบาย ใจเย็นๆ
ใจก็ค่อยๆ
ละเอียดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ละเอียดเท่ากับสิ่งที่มีอยู่ภายใน ถ้าละเอียดเท่าดวงธรรม
ก็จะเห็นดวงธรรมที่ชัดใสแจ่มกระจ่างที่กลางกาย ถ้าใจละเอียดเท่ากับกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์
กายรูปพรหม หรือกายอรูปพรหม เราก็จะเห็นกายเหล่านั้นขึ้นมาเอง ถ้าใจของเราละเอียดเท่ากับพระธรรมกายในตัว เราก็จะเข้าถึง แล้วก็เห็นภาพองค์พระธรรมกายประจำตัวไปเอง
ต้องจับหลักให้ได้ ถ้าจับหลักได้อย่างนี้ การเจริญสมาธิภาวนามันก็ง่าย
สามารถทำได้ทุกๆ คนเลย ยกเว้นคนที่วิกลจริต ซึ่งสูญเสียระบบประสาทการรับรู้ไปด้วยวิบากกรรม
ต้องง่ายๆ
สบายๆ
โลกภายในจะตรงกันข้ามกับโลกภายนอก
โลภภายนอกต้องต่อสู้ ดิ้นรน มีปัญหา มีแรงกดดัน ต้องบีบ ต้องเค้น แต่ถ้าอริยทรัพย์ภายในมันตรงข้ามกัน
ต้องง่ายๆ ต้องสบายๆ เท่านั้น จึงจะเข้าถึงได้ เราก็ต้องจับหลักวิชชาตรงนี้ให้ได้ เดี๋ยวเราจะทำกันได้ทุกคนเลย
โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ
ศาสนาและเผ่าพันธุ์
ต้องง่ายๆ สบายๆ ใจเย็นๆ ในตำแหน่งแห่งการบรรลุธรรม
ที่สิงสถิตของธรรมเหล่านั้น คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งเดียวเท่านั้น ถ้าถึงธรรมตรงนี้ได้ เรื่องความเดือดเนื้อร้อนใจปัญหาต่างๆ
ก็ยุติ ยุติได้เมื่อถึงธรรม ถ้าไม่ถึงธรรมก็ไม่ยุติ
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเอาใจมาแตะเบาๆ สบายๆ
นึกภาพแล้วตึง
ถ้าเรากำหนดภาพบริกรรมนิมิตแล้ว
มันอดที่จะเค้นภาพไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราพยายามจะไม่เค้นภาพ ทำให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
คือ ถ้านึกเป็นภาพแล้วตึง หรือมึน เราก็ไม่ต้องไปสนใจกับภาพ
สนใจแค่นำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเดียว
ไม่ต้องกังวลเกินไปว่า มันจะตรงเป๊ะไหม
ที่ว่า เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จากกากบาทตัดกันจากสะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย แม้ไม่ตรงก็ไม่เป็นไร
จำง่ายๆ ว่า อยู่บริเวณในกลางท้องอย่างนี้ไปก่อนก็ได้
จากนั้นเราก็ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง
นิ่งอย่างเดียว จะบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหัง ควบคู่ไปด้วยก็ได้ หรือไม่อยากจะภาวนา
อยากนิ่งเฉยๆ ในกลางท้องก็ได้ เมื่อใจเราวางได้ นิ่งถูกส่วน เดี๋ยวก็จะกลับเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่
๗ เอง แล้วเราก็จะได้เห็นฐานที่ ๗ ได้ชัดเจนว่า มันอยู่เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ
ในกลางท้อง
ความสุขภายใน
#แม้อยู่ลำพังก็ไม่เหงา
เมื่อใจไปรวมลงอยู่ที่ตรงนั้นแล้ว
มันก็จะหลุดจากกายหยาบ จากความรู้สึกทุกอย่าง จากความรู้สึกว่า มีตัวตน
มีร่างกายมันก็จะหายไป จากที่แคบๆ ก็จะไปสู่ที่กว้าง เหมือนกลางอวกาศ ใจเราก็นิ่งๆ
อย่างเดียว ในที่โล่งๆ ว่างๆ กว้างๆ ด้วยใจที่ใสเยือกเย็นต่อไป แม้ยังไม่เห็นอะไรก็ตาม
พอถึงสภาวะนั้นแล้ว ความสบายกาย สบายใจจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ
จนเรารู้สึกว่ามีความสุข เปลี่ยนจากความสบายมาเป็นความสุขที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ
แตกต่างจากที่เราเคยเจอ เป็นสิ่งที่เราพึงพอใจ ที่จะอยู่ในสภาวะอย่างนี้ทั้งๆ แม้ยังไม่เห็นอะไรก็ตาม
ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราก็นิ่งต่อไป หยุดนิ่งอย่างเดียว
หยุดเป็นตัวสำเร็จ ก็จะเกิดการเดินทางเข้าไปสู่ภายใน
ลึกแต่กว้างในแนวดิ่ง แล้วก็ขยายไปรอบตัวทุกทิศทุกทาง เป็นประสบการณ์ภายในที่เราไม่เคยเจอมาก่อนเลย
และนำความสุขความพึงพอใจมาให้กับเรา เพราะความเหงาไม่มีในนี้
ความหงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจก็ไม่มีในนี้ มีแต่ความสุขสบายเพิ่มขึ้น แสงสว่างภายในก็จะบังเกิดขึ้น
ยิ่งเราสบายใจ สุขใจเพิ่มขึ้น ก็จะสว่างเพิ่มขึ้น
ยิ่งใจหยุดใจนิ่งก็ยิ่งสว่าง ตั้งแต่สว่างเหมือนฟ้าสางๆ ตอนตี ๕ ในฤดูร้อน
ก็จะสว่างไปเรื่อยๆ เป็นแสงสว่างที่มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์ที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
จนเรามีความรู้สึกว่า เราอยู่กับตัวเองที่ไหนก็ได้ในโลก
แม้อยู่ตามลำพังก็ตาม แต่ก่อนเราอยู่ตามลำพัง
เราอาจจะเหงาบ้าง แต่เมื่อได้มาถึงจุดนี้ ความรู้สึกกลับตรงกันข้าม
เราอยากอยู่ตามลำพัง อยู่กับตัวเองในตำแหน่งนี้ ที่เขาเรียกว่า ปลีกวิเวก มันจะสงัดกาย
สงัดใจ สงบ สงัด มีสุข ใจก็บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นใสๆ จนนำไปสู่การเห็นภาพภายในที่มีอยู่แล้วในตัวของเราดังกล่าวนั่นแหละ
ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยการวางใจให้หยุดนิ่งอย่างถูกส่วน
หยุดนิ่งอย่างถูกต้องก่อนแล้วจึงจะถูกส่วนตามมาในภายหลัง ใจก็จะนิ่ง นุ่ม เบาสบาย
มองภาพภายในด้วยความเบิกบาน มีความปลื้ม
มีความปีติ ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา ก็ตามมา
มีปีติ
รู้สึกปลื้มว่า คนอย่างเราทำได้ เห็นได้ สุขกาย สบายใจ อยากแช่อิ่มใจอยู่อย่างนี้นานๆ
ความเป็นหนึ่งของใจก็นิ่งเพิ่มขึ้น จนได้ประสบการณ์ใหม่ คือ นิ่งกว่านิ่ง นิ่งกว่านิ่งเดิมที่ผ่านมา
คือ นิ่งในนิ่งนั่นเอง กระทั่งถึงจุดที่นิ่งแน่น ไม่มีช่องว่างให้ความคิดอื่นที่เราไม่ต้องการ
ให้ภาพอื่นที่เราไม่ต้องการเกิดขึ้นได้ ด้วยตัวของตัวเอง มันจะเป็นอัตโนมัติ
ใจเกิดความพึงพอใจอยากอยู่อย่างนี้เฉยๆ
เฉยกับสุขก็จะตามมา สุขแบบนิ่งๆ เป็นกลางๆ
ไม่ผูกพันต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย จะเป็นสุขอยู่ภายใน ที่เพิ่มพูนขึ้นไปตามวันเวลาที่ให้ชั่วโมงหยุด
ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางภายในได้มากขึ้น
เราจะรู้สึกเสียดายกาลเวลาที่ผ่านมา ควบคู่กับความปลื้มปีติและภาคภูมิใจที่ถึงวันนี้
เมื่อใจเราหยุดนิ่งนุ่ม นิ่งแน่นถึงระดับนุ่มนวล
คือ ใจที่แข็งกระด้างก็อ่อนละมุนละไม นุ่มนวล ละเอียด คล้ายๆ ถูกปรับจากของแข็งมาเป็นของเหลว
มาเป็นอากาศอย่างนี้ พร้อมที่จะแทรกหรือผ่านไปได้ในทุกหนทุกแห่ง ใจที่นิ่งแน่นนุ่มนวล
ก็ควรแก่การงานที่จะศึกษาเรียนรู้วิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง
แล้วก็จะค่อยๆ สามารถศึกษาเรียนรู้ได้
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวของเรา อยากจะเป็นอย่างไร
เราก็สามารถทำอย่างนั้นได้ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุคคลอันประเสริฐ อันเลิศ
หรือพูดภาษาบ้านๆ ว่า เป็นฮีโร่ในดวงใจของเรา เมื่อพระองค์บรรลุธรรมแล้วนำมาถ่ายทอดสั่งสอน
เราก็สามารถทำตามแล้วก็เป็นอย่างพระองค์ได้ เมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์
ซึ่งทั้งหมดนี้รวมประชุมอยู่คำว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ นั่นเอง
จะหยุดได้ ก็ต้องทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วก็นิ่งอย่างเดียว
ลูกทุกคนมีบุญมาก ที่มาถึงจุดตรงนี้ได้
เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่ ก่อนที่เราจะสร้างมหาทานบารมี ให้ลูกทำใจให้หยุด
ให้นิ่ง ให้ใส ให้ละเอียด ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565